การเรียนการสอนคณิตศาสตร์
ทิติภา กรองใจ
ในช่วงแรกเกิดถึง 10 ปีถือว่าเป็นช่วงระยะเวลาที่สำคัญที่สุดสำหรับการเรียนรู้ จะเห็นได้ว่าเด็กๆ เรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ดนตรี ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย นั่นเพราะเด็กปกติเมื่อคลอดมานั้นเกิดมาพร้อมกับจำนวนเซลล์สมองที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตเรียนรู้สิ่งต่างๆ หากว่าเด็กได้ฝึก การคิด การปฏิบัติ และใช้สมองในการแก้ปัญหา สมองก็จะมีการสร้างใยประสาทเพิ่มขึ้น แต่ส่วนใหญ่เราจะใช้สมองน้อยกว่าประสิทธิภาพสมองที่มีอยู่ การจะทำให้เด็กสามารถเพิ่มศักยภาพการใช้สมองได้อย่างเต็มที่นั้น ก่อนอื่นจะต้องรู้ว่าสมองจะเรียนรู้ได้ อารมณ์จะต้องมีลักษณะเป็นบวก ขณะที่เด็กๆ ได้เรียนรู้ผ่านการเล่น ความรู้สึกสนุกและรู้สึกผ่อนคลายเป็นสิ่งสำคัญที่เด็กจะสามารถพัฒนาศักยภาพสมองของเขาได้อย่างเต็มที่ หลักสำคัญที่เรียนด้วยความสนุกคือ คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองต้องใช้กลยุทธ์หลากหลายที่จะทำเด็กสนใจในสิ่งที่กำลังเรียนรู้อยู่ สร้างความท้าทาย ความสนุกสนานและให้เด็กได้เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้กับชีวิตจริงเสมอ เพื่อให้รู้ว่าความรู้นั้นมีประโยชน์กับเขา โดยคุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองอาจเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมหรือร่วมเล่นด้วย แต่หากลูกตอบผิดหรือทำในสิ่งที่ผู้ใหญ่มองว่าไม่เข้าท่า อย่าใจร้อนตำหนิเขานะคะ เพราะจะทำให้บรรยากาศแบบผ่อนคลายหายไป (สุธาวัลย์ หาญขจรสุข, 2551, ย่อหน้า 3)
ที่ผู้เขียนเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะว่า ในชั่วโมงการสอนคณิตศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นนักเรียนที่เรียนเฉพาะทางด้านดุริยางค์ไทยและนาฏศิลป์ไทย รวมทั้งนักเรียนทุกคนต้องเรียน 8 กลุ่มสาระเช่นเดียวกับนักเรียนทั่วๆ ไป ซึ่งนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นนักเรียนที่เรียนวิชาเอกนาฏศิลป์ไทย (โขน, ละคร) และดุริยางค์ไทย (ปี่พาทย์, เครื่องสาย, คีตศิลป์ไทย) และก็เหมือนเช่นเคยที่เมื่อถึงชั่วโมงคณิตศาสตร์ นักเรียนจะไม่สนุกเหมือนการเรียนวิชาเอกทางด้านนาฏศิลป์ไทยและด้านดุริยางค์ไทย นักเรียนจะกลัวการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เบื่อการคิดเลข ไม่ชอบทำการบ้าน ซึ่งไม่เพียงนักเรียนของวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรีเท่านั้นที่คิดเช่นนี้ แต่เชื่อได้ว่านักเรียนเกือบทุกโรงเรียนที่เป็นเช่นนี้ ในขณะที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ที่เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ การเรียนรู้แบบใฝ่รู้ (Active Learning) ระบบการศึกษา ต้องมีการพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะความเป็นจริง แต่ยังมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่ยังกลัวคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนที่เรียนคณิตศาสตร์เก่ง (ที่มีอยู่ส่วนน้อย) คณิตศาสตร์ไม่เป็นปัญหาสำหรับเขา แต่สำหรับนักเรียนที่เรียนคณิตศาสตร์ไม่เก่ง (ที่มีอยู่ส่วนมาก) ก็ยังกลัวและไม่สนุกกับวิชาคณิตศาสตร์เหมือนเดิม (ชัยยุทธ โกโบริ ธนทรัพย์วีรชา, 2551, ย่อหน้า 3) ซึ่งนั่นน่าจะมาจากการที่ไม่ได้ปลูกฝังการเรียนรู้ในช่วงแรกเกิดถึง 10 ปี ดังที่กล่าวมาข้างต้น
ผู้เขียนเคยอ่านบทความที่ว่าด้วยเรื่อง 'math phobia' คือโรคหวาดกลัวคณิตศาสตร์ที่ยืนยันว่าปัญหาในการให้การศึกษาคณิตศาสตร์ยังมีอยู่ คงจะถึงเวลาหาวิธีการสอนใหม่ๆ (N. Grant Macleod, 1998. อ้างถึงใน ชัยยุทธ โกโบริ ธนทรัพย์วีรชา, 2551, ย่อหน้า 1) หรือจะต้องมีการปรับปรุงหลักสูตรเพื่อให้เหมาะสมกับความแตกต่างระหว่างบุคคล เพราะเท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนักเรียนไม่มีความรู้สึกที่ดีๆ ในวิชาคณิตศาสตร์และไม่เห็นคุณค่า กลวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ ของคณิตศาสตร์ ตลอดจนไม่ได้รับการศึกษากันอย่างจริงจังในครอบครัวและในสถานศึกษา อันเนื่องมาจากคุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองขาดความรู้ความเข้าใจ สถานศึกษาขาดแคลนครูผู้สอน หลักสูตรไม่ยืดหยุ่นให้นักเรียนได้มีเวลาคิด ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอเสนอตัวอย่างเทคนิคการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ให้สนุกเพื่อห่างไกลจากโรคหวาดกลัวคณิตศาสตร์ เช่น
1. วัยอนุบาล เทคนิคเรียนให้สนุก เรียนเรื่องจำนวนโดยใช้ขนมลูกชุบ โดยให้เด็กหยิบตามจำนวนต่างๆ ฝึกการรวมสิ่งของ (การบวก ) การหักลบ ซึ่งเด็กจะเรียนรู้ได้ดีเพราะเห็นเป็นรูปธรรม และรู้สึกสนุก เผลอๆ ลูกชุบจะหายไปเพราะถูกหักลบไปอยู่ในท้องของผู้เรียนก็ได้
2. วัยประถมศึกษาต้น เทคนิคเรียนให้สนุก เรียนเรื่องเรขาคณิต โดยตัดกระดาษสีเป็นรูปเรขาคณิตต่างๆ สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม เข้านำมาปะติดเป็นภาพ
3. วัยประถมศึกษาปลาย เทคนิคเรียนให้สนุก เรียนเรื่องเศษส่วนด้วยพิซซ่า เด็กๆ จะสนุกกับการแบ่งพิซซ่าออกเป็นส่วนๆ จาก ½ เป็น ¼ และง่ายมากที่เด็กจะเปรียบเทียบว่าระหว่าง ¾ กับ ½ แบบใดได้ชิ้นใหญ่กว่ากัน เพราะการเรียนให้สนุกจะเป็นการเพิ่มพลังสมอง การจัดกิจกรรมผ่านประสบการณ์เรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม ให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติ คิดและสรุปเป็นองค์ความรู้ของตน เหล่านี้เป็นการเชื่อมโยงสมองซีกซ้ายและซีกขวาให้ทำงานประสานกัน และทำให้ศักยภาพในการเรียนเพิ่มขึ้นค่ะ (สุธาวัลย์ หาญขจรสุข, 2551, ย่อหน้า 4)
ส่วนใหญ่แล้วการเรียนคณิตศาสตร์ในสถานศึกษาไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์มากนัก นอกจากเรียนเพื่อให้ผ่านการทดสอบ และผู้เขียนเชื่อว่าครูเป็นจำนวนมากผิดหวังถ้าสิ่งนี้เป็นเหตุผลสำคัญสำหรับการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียน ดังนั้น การที่นักเรียนได้รู้คุณค่าในเนื้อแท้ซึ่งนักคณิตศาสตร์มีความรู้สึกว่าสิ่งนี้จะช่วยพวกเขาให้เกิดความเข้าใจในแนวคิดได้ดีขึ้นและช่วยลดความกลัวที่มีอยู่ได้ เชื่อกันว่าจะช่วยการเรียนของนักเรียน ความกลัวการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนเกิดขึ้นมาเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว พวกเราจงอย่าทำให้คนรุ่นต่อไปเกิดการผิดพลาดในการเรียนคณิตศาสตร์ในทางที่ถูกที่ควรอีกต่อไป คณิตศาสตร์ไม่เพียงแค่การสร้างองค์ความรู้เท่านั้น แต่เป็นการสร้างเจตคติและความเชื่อต่างๆ ด้วย เมื่อไรที่เราจะสามารถเปลี่ยนความคิดให้เป็นเช่นนี้ได้ คณิตศาสตร์จะไม่เป็นวิชาสำหรับคนหมู่น้อยเท่านั้น ทั้งที่ความจริงแล้วการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เพื่อให้นักเรียนสามารถใช้วิธีการคำนวณทางคณิตศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาบางประการในชีวิตประจำวัน เช่น นักเรียนของวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี ได้รับมอบหมายให้แสดงระบำสุพรรณภูมิในงานสัปดาห์วิชาการของวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี นักเรียนจะมีวิธีการคัดเลือกผู้แสดงตัวเอกอย่างไร จะมีวิธีการคัดเลือกผู้แสดงตัวรองอย่างไรให้เหมาะสมกับองค์ประกอบการแสดง การแสดงใช้เวลากี่นาที จะมีวิธีฝึกซ้อมการแสดงกี่วัน จะกำหนดเวลาการแต่งกายแต่งหน้าอย่างไร ที่ไหน แล้วจะสามารถประสานงานกับใครได้บ้าง ปัญหาที่กล่าวมานี้สามารถใช้หลักความน่าจะเป็นและการบวกในการแก้ปัญหาได้ เป็นการฝึกให้นักเรียนรู้จักการ บูรณาการวิชาคณิตศาสตร์และวิชาเอกไปพร้อมๆ กันจนเกิดความรู้ ความคิด ทักษะกระบวนการกว้างขวางขึ้นนอกเหนือจากการมีความรู้จากการเรียนในชั้นเรียนเพียงอย่างเดียว
ดังนั่นพื้นฐานของมาตรฐานคณิตศาสตร์ไม่ใช่แค่การมองดู ความรู้สึกที่เห็นหรือสังเกตได้ในชั้นเรียนแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ได้เรียนแล้วมาใช้ประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ ในคณิตศาสตร์ เป็นการสะท้อนผลการสอนของครู ฉะนั้นขณะที่ครูผู้สอนหลายๆ ท่านวางแผนสำหรับการจัดการเรียนบทเรียนในอนาคตควรที่จะพยายามหาทาง หรือวิธีการต่างๆ ที่ให้นักเรียนได้มีส่วนเกี่ยวข้องไปสู่ขั้นที่เหนือกว่าการใช้ทักษะและกระบวนการ พยายามส่งเสริมให้นักเรียนบรรลุถึงเป้าหมายของคำว่า มาตรฐาน นั่นหมายถึงการคิดและการให้เหตุผลอย่างคณิตศาสตร์ ดังที่ยกตัวอย่างข้างต้น รวมทั้งการนำคณิตศาสตร์ไปบูรณาการกับการใช้ชีวิตประจำวันและในอนาคตต่อไป
เอกสารอ้างอิง
ชัยยุทธ โกโบริ ธนทรัพย์วีรชา. (2551). กลัวคณิต. สืบค้น กุมภาพันธ์ 23, 2556,
จาก http://www.learners.in.th/blogs/posts/292302
สุธาวัลย์ หาญขจรสุข. (2551). เทคนิคเรียนวิชาการให้สนุก เพิ่มพลังสมองวัยซน.
สืบค้น มีนาคม 1, 2556, จาก http://rise.swu.ac.th/Portals/184/documents/articles/articles/
Learning_Technique.pdf
N. Grant Macleod (1998). Time for a Change. Mathematics in School, March 1998, 6-7. สืบค้น
กุมภาพันธ์ 25, 2556, จาก http://wwwpichayada.blogspot.com/2007/11/blog-post_7203.html