20.3.56

การเรียนการสอนคณิตศาสตร์

การเรียนการสอนคณิตศาสตร์

ทิติภา  กรองใจ



          ในช่วงแรกเกิดถึง 10 ปีถือว่าเป็นช่วงระยะเวลาที่สำคัญที่สุดสำหรับการเรียนรู้ จะเห็นได้ว่าเด็กๆ เรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ดนตรี ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย นั่นเพราะเด็กปกติเมื่อคลอดมานั้นเกิดมาพร้อมกับจำนวนเซลล์สมองที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตเรียนรู้สิ่งต่างๆ หากว่าเด็กได้ฝึก การคิด การปฏิบัติ และใช้สมองในการแก้ปัญหา สมองก็จะมีการสร้างใยประสาทเพิ่มขึ้น แต่ส่วนใหญ่เราจะใช้สมองน้อยกว่าประสิทธิภาพสมองที่มีอยู่ การจะทำให้เด็กสามารถเพิ่มศักยภาพการใช้สมองได้อย่างเต็มที่นั้น ก่อนอื่นจะต้องรู้ว่าสมองจะเรียนรู้ได้ อารมณ์จะต้องมีลักษณะเป็นบวก ขณะที่เด็กๆ ได้เรียนรู้ผ่านการเล่น ความรู้สึกสนุกและรู้สึกผ่อนคลายเป็นสิ่งสำคัญที่เด็กจะสามารถพัฒนาศักยภาพสมองของเขาได้อย่างเต็มที่ หลักสำคัญที่เรียนด้วยความสนุกคือ คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองต้องใช้กลยุทธ์หลากหลายที่จะทำเด็กสนใจในสิ่งที่กำลังเรียนรู้อยู่ สร้างความท้าทาย ความสนุกสนานและให้เด็กได้เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้กับชีวิตจริงเสมอ เพื่อให้รู้ว่าความรู้นั้นมีประโยชน์กับเขา โดยคุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองอาจเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมหรือร่วมเล่นด้วย แต่หากลูกตอบผิดหรือทำในสิ่งที่ผู้ใหญ่มองว่าไม่เข้าท่า อย่าใจร้อนตำหนิเขานะคะ เพราะจะทำให้บรรยากาศแบบผ่อนคลายหายไป (สุธาวัลย์ หาญขจรสุข, 2551, ย่อหน้า 3)

          ที่ผู้เขียนเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะว่า ในชั่วโมงการสอนคณิตศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นนักเรียนที่เรียนเฉพาะทางด้านดุริยางค์ไทยและนาฏศิลป์ไทย รวมทั้งนักเรียนทุกคนต้องเรียน 8 กลุ่มสาระเช่นเดียวกับนักเรียนทั่วๆ ไป ซึ่งนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นนักเรียนที่เรียนวิชาเอกนาฏศิลป์ไทย (โขน, ละคร) และดุริยางค์ไทย (ปี่พาทย์, เครื่องสาย, คีตศิลป์ไทย) และก็เหมือนเช่นเคยที่เมื่อถึงชั่วโมงคณิตศาสตร์ นักเรียนจะไม่สนุกเหมือนการเรียนวิชาเอกทางด้านนาฏศิลป์ไทยและด้านดุริยางค์ไทย นักเรียนจะกลัวการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เบื่อการคิดเลข ไม่ชอบทำการบ้าน ซึ่งไม่เพียงนักเรียนของวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรีเท่านั้นที่คิดเช่นนี้ แต่เชื่อได้ว่านักเรียนเกือบทุกโรงเรียนที่เป็นเช่นนี้ ในขณะที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ที่เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ การเรียนรู้แบบใฝ่รู้ (Active Learning) ระบบการศึกษา ต้องมีการพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะความเป็นจริง แต่ยังมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่ยังกลัวคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนที่เรียนคณิตศาสตร์เก่ง (ที่มีอยู่ส่วนน้อย) คณิตศาสตร์ไม่เป็นปัญหาสำหรับเขา แต่สำหรับนักเรียนที่เรียนคณิตศาสตร์ไม่เก่ง (ที่มีอยู่ส่วนมาก) ก็ยังกลัวและไม่สนุกกับวิชาคณิตศาสตร์เหมือนเดิม (ชัยยุทธ โกโบริ ธนทรัพย์วีรชา, 2551, ย่อหน้า 3) ซึ่งนั่นน่าจะมาจากการที่ไม่ได้ปลูกฝังการเรียนรู้ในช่วงแรกเกิดถึง 10 ปี ดังที่กล่าวมาข้างต้น

          ผู้เขียนเคยอ่านบทความที่ว่าด้วยเรื่อง 'math phobia' คือโรคหวาดกลัวคณิตศาสตร์ที่ยืนยันว่าปัญหาในการให้การศึกษาคณิตศาสตร์ยังมีอยู่ คงจะถึงเวลาหาวิธีการสอนใหม่ๆ (N. Grant Macleod, 1998. อ้างถึงใน ชัยยุทธ โกโบริ ธนทรัพย์วีรชา, 2551, ย่อหน้า 1) หรือจะต้องมีการปรับปรุงหลักสูตรเพื่อให้เหมาะสมกับความแตกต่างระหว่างบุคคล เพราะเท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนักเรียนไม่มีความรู้สึกที่ดีๆ ในวิชาคณิตศาสตร์และไม่เห็นคุณค่า กลวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ ของคณิตศาสตร์ ตลอดจนไม่ได้รับการศึกษากันอย่างจริงจังในครอบครัวและในสถานศึกษา อันเนื่องมาจากคุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองขาดความรู้ความเข้าใจ สถานศึกษาขาดแคลนครูผู้สอน หลักสูตรไม่ยืดหยุ่นให้นักเรียนได้มีเวลาคิด ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอเสนอตัวอย่างเทคนิคการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ให้สนุกเพื่อห่างไกลจากโรคหวาดกลัวคณิตศาสตร์ เช่น
          1. วัยอนุบาล เทคนิคเรียนให้สนุก เรียนเรื่องจำนวนโดยใช้ขนมลูกชุบ โดยให้เด็กหยิบตามจำนวนต่างๆ ฝึกการรวมสิ่งของ (การบวก ) การหักลบ ซึ่งเด็กจะเรียนรู้ได้ดีเพราะเห็นเป็นรูปธรรม และรู้สึกสนุก เผลอๆ ลูกชุบจะหายไปเพราะถูกหักลบไปอยู่ในท้องของผู้เรียนก็ได้
          2. วัยประถมศึกษาต้น เทคนิคเรียนให้สนุก เรียนเรื่องเรขาคณิต โดยตัดกระดาษสีเป็นรูปเรขาคณิตต่างๆ สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม เข้านำมาปะติดเป็นภาพ
          3. วัยประถมศึกษาปลาย เทคนิคเรียนให้สนุก เรียนเรื่องเศษส่วนด้วยพิซซ่า เด็กๆ จะสนุกกับการแบ่งพิซซ่าออกเป็นส่วนๆ จาก ½ เป็น ¼ และง่ายมากที่เด็กจะเปรียบเทียบว่าระหว่าง ¾ กับ ½ แบบใดได้ชิ้นใหญ่กว่ากัน เพราะการเรียนให้สนุกจะเป็นการเพิ่มพลังสมอง การจัดกิจกรรมผ่านประสบการณ์เรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม ให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติ คิดและสรุปเป็นองค์ความรู้ของตน เหล่านี้เป็นการเชื่อมโยงสมองซีกซ้ายและซีกขวาให้ทำงานประสานกัน และทำให้ศักยภาพในการเรียนเพิ่มขึ้นค่ะ (สุธาวัลย์ หาญขจรสุข, 2551, ย่อหน้า 4)
          ส่วนใหญ่แล้วการเรียนคณิตศาสตร์ในสถานศึกษาไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์มากนัก นอกจากเรียนเพื่อให้ผ่านการทดสอบ และผู้เขียนเชื่อว่าครูเป็นจำนวนมากผิดหวังถ้าสิ่งนี้เป็นเหตุผลสำคัญสำหรับการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียน ดังนั้น การที่นักเรียนได้รู้คุณค่าในเนื้อแท้ซึ่งนักคณิตศาสตร์มีความรู้สึกว่าสิ่งนี้จะช่วยพวกเขาให้เกิดความเข้าใจในแนวคิดได้ดีขึ้นและช่วยลดความกลัวที่มีอยู่ได้ เชื่อกันว่าจะช่วยการเรียนของนักเรียน ความกลัวการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนเกิดขึ้นมาเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว พวกเราจงอย่าทำให้คนรุ่นต่อไปเกิดการผิดพลาดในการเรียนคณิตศาสตร์ในทางที่ถูกที่ควรอีกต่อไป คณิตศาสตร์ไม่เพียงแค่การสร้างองค์ความรู้เท่านั้น แต่เป็นการสร้างเจตคติและความเชื่อต่างๆ ด้วย เมื่อไรที่เราจะสามารถเปลี่ยนความคิดให้เป็นเช่นนี้ได้ คณิตศาสตร์จะไม่เป็นวิชาสำหรับคนหมู่น้อยเท่านั้น ทั้งที่ความจริงแล้วการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เพื่อให้นักเรียนสามารถใช้วิธีการคำนวณทางคณิตศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาบางประการในชีวิตประจำวัน เช่น นักเรียนของวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี ได้รับมอบหมายให้แสดงระบำสุพรรณภูมิในงานสัปดาห์วิชาการของวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี นักเรียนจะมีวิธีการคัดเลือกผู้แสดงตัวเอกอย่างไร จะมีวิธีการคัดเลือกผู้แสดงตัวรองอย่างไรให้เหมาะสมกับองค์ประกอบการแสดง การแสดงใช้เวลากี่นาที จะมีวิธีฝึกซ้อมการแสดงกี่วัน จะกำหนดเวลาการแต่งกายแต่งหน้าอย่างไร ที่ไหน แล้วจะสามารถประสานงานกับใครได้บ้าง ปัญหาที่กล่าวมานี้สามารถใช้หลักความน่าจะเป็นและการบวกในการแก้ปัญหาได้ เป็นการฝึกให้นักเรียนรู้จักการ บูรณาการวิชาคณิตศาสตร์และวิชาเอกไปพร้อมๆ กันจนเกิดความรู้ ความคิด ทักษะกระบวนการกว้างขวางขึ้นนอกเหนือจากการมีความรู้จากการเรียนในชั้นเรียนเพียงอย่างเดียว

          ดังนั่นพื้นฐานของมาตรฐานคณิตศาสตร์ไม่ใช่แค่การมองดู ความรู้สึกที่เห็นหรือสังเกตได้ในชั้นเรียนแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ได้เรียนแล้วมาใช้ประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ ในคณิตศาสตร์ เป็นการสะท้อนผลการสอนของครู ฉะนั้นขณะที่ครูผู้สอนหลายๆ ท่านวางแผนสำหรับการจัดการเรียนบทเรียนในอนาคตควรที่จะพยายามหาทาง หรือวิธีการต่างๆ ที่ให้นักเรียนได้มีส่วนเกี่ยวข้องไปสู่ขั้นที่เหนือกว่าการใช้ทักษะและกระบวนการ พยายามส่งเสริมให้นักเรียนบรรลุถึงเป้าหมายของคำว่า มาตรฐาน นั่นหมายถึงการคิดและการให้เหตุผลอย่างคณิตศาสตร์ ดังที่ยกตัวอย่างข้างต้น รวมทั้งการนำคณิตศาสตร์ไปบูรณาการกับการใช้ชีวิตประจำวันและในอนาคตต่อไป



เอกสารอ้างอิง


ชัยยุทธ โกโบริ ธนทรัพย์วีรชา. (2551). กลัวคณิต. สืบค้น กุมภาพันธ์ 23, 2556,
             จาก http://www.learners.in.th/blogs/posts/292302
สุธาวัลย์ หาญขจรสุข. (2551). เทคนิคเรียนวิชาการให้สนุก เพิ่มพลังสมองวัยซน.
             สืบค้น มีนาคม 1, 2556, จาก http://rise.swu.ac.th/Portals/184/documents/articles/articles/
             Learning_Technique.pdf
N. Grant Macleod (1998). Time for a Change. Mathematics in School, March 1998, 6-7. สืบค้น
             กุมภาพันธ์ 25, 2556, จาก http://wwwpichayada.blogspot.com/2007/11/blog-post_7203.html










การบริหารงานห้องสมุดโรงเรียนที่ได้มาตรฐาน 3D

การบริหารงานห้องสมุดโรงเรียนที่ได้มาตรฐาน 3D


ทิติภา กรองใจ



          ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เป็นกฎหมายแม่บทที่เปิดมิติใหม่ในการจัดการศึกษาที่ท้าทายจนถือได้ว่าเป็นกฎหมายเพื่อการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือ การปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของคนไทยให้ก้าวสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ได้อย่างเข้มแข็ง โดยเน้นความสำคัญที่ผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนรู้วิธีเรียนรู้อย่างกว้างขวางตลอดชีวิตในรูปแบบที่หลากหลาย มีคุณภาพและประสิทธิภาพ (สนอง ศิริกุลวัฒนา, 2546, หน้า 8)
          จากการประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าว ทำให้เกิดกระแสการตื่นตัวครั้งใหญ่ของครู อาจารย์ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษา เพราะการศึกษาของประเทศไทยจะต้องมีการปฏิรูปโดยเฉพาะการปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งถือเป็นหัวใจของการปฏิรูปการศึกษา การจัดกระบวนการเรียนรู้ต้องจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัดและความแตกต่างของผู้เรียน การฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุคใช้เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติให้คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน อำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ทั้งนี้ผู้เรียนและผู้สอนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อและแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย นอกจากนี้ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 25 ได้กำหนดบทบาทรัฐให้การส่งเสริมแหล่งเรียนรู้ โดยส่งเสริมการดำเนินงานและจัดตั้งแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ จึงกล่าวได้ว่าห้องสมุดเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญและสนองต่อการปฏิรูปการศึกษา เพราะห้องสมุดเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนและเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาที่มีการจัดประสบการณ์ทั้งมวลให้แก่เด็กตามการปฏิรูปการเรียนรู้ที่มุ่งให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ ด้วยการศึกษาค้นคว้าเพื่อนำไปสู่การคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น รักการอ่านและเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (ชูศักรวิชญ์ แสนปัญญา, 2546, หน้า 42-43)
          ห้องสมุดถือเป็นแหล่งความรู้ชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการศึกษาอย่างมากและยังเป็นที่รวมแหล่งวิทยาการต่างๆ ที่ครูอาจารย์ผู้สอนและนักเรียน นิสิต นักศึกษา เข้ามาค้นคว้าหาความรู้ทุกแขนงวิชาที่มีการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษานั้นฯ ห้องสมุดเป็นสถานที่ซึ่งทุกคนจะเลือกอ่านหนังสือและค้นคว้าหาความรู้ได้โดยอิสระตามความสนใจของแต่ละบุคคล ช่วยให้ผู้ใช้ห้องสมุดพอใจที่จะอ่านหนังสือต่างๆ โดยไม่รู้จักจบสิ้นจนทำให้มีความรู้กว้างไกล ทันสมัยอยู่เสมอ ช่วยให้ผู้ใช้มีนิสัยรักการอ่าน รู้จักการค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ให้ทุกคนรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และช่วยให้ผู้ใช้ห้องสมุดรับรู้ด้วยตนเอง รับรู้ในสมบัติสาธารณะ รู้จักใช้และระวังรักษาอย่างถูกต้อง ห้องสมุดโรงเรียนจึงเป็นแหล่งความรู้ที่สำคัญยิ่ง สมัยนี้การเรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวหาเพียงพอไม่ นักเรียนจำเป็นต้องศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง เพื่อให้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดทันเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน จึงจะรู้จักแก้ปัญหาของตนให้ลุล่วงไปด้วยดี (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2543, หน้า 45)
          ห้องสมุดจึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ส่งเสริมการเรียนการสอนตามแนวทางปฏิรูปการศึกษา เนื่องจากห้องสมุดเป็นที่รวมแหล่งวิทยาการต่างๆ จึงสรุปได้ว่าห้องสมุดมีความสำคัญต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เป็นแหล่งปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน เป็นแหล่งสำหรับศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้บริการโดยตรงและเป็นการส่งเสริมนักเรียนได้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ตามเจตนารมณ์ของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินงานห้องสมุดโรงเรียนมีประสิทธิภาพและสามารถสนับสนุนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เกิดประสิทธิผลสมดังเจตนารมณ์ของหลักสูตรที่กำหนดไว้ สถานศึกษาทุกแห่งจึงควรดำเนินงานห้องสมุดโรงเรียนให้ได้มาตรฐาน
          และองค์ประกอบที่ทำให้งานห้องสมุดประสบความสำเร็จตามที่มุ่งหวังได้ ได้แก่ 1) ผู้บริหารสนับสนุน ถ้าผู้บริหารเห็นความสำคัญของห้องสมุดก็ย่อมส่งผลให้การดำเนินงานของห้องสมุดเป็นไปอย่างราบรื่นและสำเร็จตามวัตถุประสงค์ หากผู้บริหารไม่เห็นความสำคัญ บรรณารักษ์จะต้องใช้เทคนิควิธีการ หาทางชี้แจงให้ผู้บริหารได้รับทราบข้อมูลต่างๆ รวมทั้งการพัฒนาสร้างสรรค์งานบริการให้เป็นที่พึงพอใจของผู้ใช้ซึ่งจะส่งผลให้เห็นความสำคัญและจะได้รับการสนับสนุนในที่สุด 2) มีบุคลากรเพียงพอ มีคุณภาพ สามารถปฏิบัติงานห้องสมุดได้เต็มเวลาและทุ่มเทให้การทำงานเต็มกำลังความสามารถ บุคลากรต้องมีความรู้ความชำนาญที่เหมาะสมกับตำแหน่งงานและต้องพัฒนาตนเองให้ก้าวทันโลกอยู่เสมอ เช่น ด้วยการศึกษาเพิ่มเติม รับการอบรม ศึกษาดูงานห้องสมุดอื่น และมีการสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน 3) มีงบประมาณเพียงพอ สำหรับการดำเนินงาน
          ผู้เขียนเห็นว่านั่นเป็นเหตุผลสำคัญสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาที่ต้องคำนึงถึงในการดำเนินงานห้องสมุดเพื่อให้การดำเนินงานห้องสมุดโรงเรียนมีประสิทธิภาพและสามารถสนับสนุนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เกิดประสิทธิผลสมดังเจตนารมณ์ของหลักสูตรที่กำหนดไว้และยังส่งผลให้ห้องสมุดผ่านเกณฑ์มาตรฐานของ สมศ. เพราะเท่าที่ได้อ่านจากรายงานผลการประเมินคุณภาพการศึกษาภายในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของหลายๆ สถานศึกษาจะมีข้อเสนอแนะคล้ายๆ กัน เช่น รายงานผลการประเมินคุณภาพการศึกษาภายในปีการศึกษา 2554 ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี สังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม โดยคณะกรรมการผู้ประเมินได้ให้ข้อข้อเสนอแนะภาพรวมว่า ควรจัดให้มีบรรณารักษ์ดูแลงานห้องสมุดโดยตรง และจัดกิจกรรมห้องสมุดมีชีวิตต่างๆ เช่น จัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน รักการแสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ทั้งที่เป็นภูมิปัญญา แหล่งเรียนรู้ท้องถิ่น และสื่อเทคโนโลยี ในห้องสมุดควรจัดบริการห้องสมุดภาพ/เสียง เพื่อให้นักเรียนสามารถเติมเต็มความรู้ให้เต็มที่ มีคอมพิวเตอร์บริการให้มากขึ้น (วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี, 2555, หน้า 12) และรายงานผลการประเมินคุณภาพการศึกษาภายในปีการศึกษา 2554 ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนศรีสโมสรวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 5 คณะกรรมการผู้ประเมินได้ให้ข้อข้อเสนอแนะภาพรวมว่า ควรจัดให้มีบรรณารักษ์ดูแลงานห้องสมุดโดยตรง บรรณารักษ์ควรมีคุณวุฒิตรงตามสายงาน และควรจัดกิจกรรมห้องสมุดมีชีวิต (โรงเรียนศรีสโมทสรวิทยา, 2555, หน้า 20) เมื่อพิจารณาจากรายงานผลการประเมินคุณภาพแล้ว ผู้เขียนเห็นว่าสถานศึกษาที่ยกตัวอย่างมาทั้งสองแห่ง มีจุดที่ควรพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับการประเมินคุณภาพของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ในมาตรฐานที่ 11 สถานศึกษามีการจัดสภาพแวดล้อมและการบริการที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาเต็มศักยภาพ เพราะผลจากการประเมินปรากฏว่าการดำเนินงานยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ซึ่งมีสาเหตุเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนบุคลากรประจำห้องสมุด หนังสือหลักสูตร ทรัพยากรสารนิเทศ หนังสือประกอบการเรียนรู้ สื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัย
          ผู้เขียนจึงขอเสนอกรอบแนวทางการดำเนินงานมาตรฐานห้องสมุดสามดี (How to 3Dee Library) เพื่อให้ผู้บริหารสถานศึกษาต่างๆ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานห้องสมุดให้ได้มาตรฐาน ซึ่งสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยหรือ กศน. (สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย, 2552, หน้า 1-12) ได้กล่าวว่า กรอบแนวทางทางการดำเนินงานมาตรฐานห้องสมุดสามดี (How to 3Dee Library) ได้แก่

1. หนังสือดี มาตรฐานอยู่ที่
    1.1 หนังสือหรือสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ต้องอาศัยสิ่งบ่งชี้ดังนี้
          - เนื้อหามีสาระ ส่งเสริมจินตนาการ คุณธรรม จริยธรรม
          - ความถูกต้องของข้อมูล เชื่อถือได้ มีการอ้างอิงถูกต้อง
          - มีภาพและลายเส้นประกอบให้สอดคล้องกับเนื้อหา
          - ใช้คำที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย
          - มีรายการบรรณานุกรมที่หอสมุดแห่งชาติออกให้ (CIP)
    1.2 การจัดหาหนังสือหรือสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ต้องอาศัยสิ่งบ่งชี้ดังนี้
          - มีนโยบายการจัดหา
          - มีคณะกรรมการคัดเลือก
          - มีคณะกรรมการจัดซื้อ
          - มีการจัดทำประกาศรายชื่อหนังสือที่จะซื้อ
          - มีมุมแนะนำหนังสือดี
          - มีการหมุนเวียนหนังสือเรื่อยๆ
          - มีการจัดทำฐานข้อมูลหนังสือ
          - มีการสนับสนุนสื่ออิเล็กทรอนิกส์

2. บรรยากาศดี มาตรฐานอยู่ที่
    2.1 บรรยากาศภายในห้องสมุดดี ต้องอาศัยสิ่งบ่งชี้ดังนี้
          - บรรยากาศทั่วไปดี เช่น สะอาด โล่ง โปร่ง สบาย แสงสว่างเพียงพอ
             ต้นไม้ร่มรื่น
          - การจัดพื้นที่ทำให้น่าสนใจ เช่น มีมุมหนังสือที่หลากหลาย ไม่มีมุมอับ
            เฟอร์นิเจอร์สบาย ป้ายบอกทางชัดเจน
          - การจัดส่วนส่วนการวางหนังสือ เช่น จัดวางหนังสืออย่างเหมาะสม
            เข้าถึงง่าย ใช้สะดวก
     2.2 บรรยากาศภายนอกห้องสมุดดี ต้องอาศัยสิ่งบ่งชี้ดังนี้
          - สถานที่เป็นเอกเทศ
          - ชุมชนเข้าถึงสะดวก
          - มีสิ่งอำนวยความสะดวก
          - อาคารน่าสนใจดึงดูดผู้ใช้บริการ เช่น ใช้สี
          - พื้นที่ไม่คับแคบ จัดสัดส่วนให้เหมาะต่อการใช้บริการ
          - ไม่มี dead zone พื้นที่ปรับได้ตามการใช้งาน

3. บรรณารักษ์ดี มาตรฐานอยู่ที่
    3.1 บรรณารักษ์มีคุณภาพ ต้องอาศัยสิ่งบ่งชี้ดังนี้
          - มีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการห้องสมุด
          - มีทักษะในการปฏิบัติงานในห้องสมุดดี เช่น ด้านไอที ด้านการบริการ
            ด้านการจัดกิจกรรม
    3.2 บรรณารักษ์มีความเป็นมืออาชีพ ต้องอาศัยสิ่งบ่งชี้ดังนี้
          - มีกระบวนการและขั้นตอนในการทำงานในห้องสมุด
          - เป็นนักจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านอย่างต่อเนื่อง
          - บริหารจัดการความรู้ในรูปแบบใหม่
          - เป็นนักคิด นักพัฒนา และนักวางแผนในการใช้ไอทีเพื่อการปฏิบัติงาน
          - เป็นผู้ประสานเครือข่าย
          - เป็นผู้นำด้านบริการใหม่ๆ
          - มีความภูมิใจในอาชีพ
    3.3 บรรณารักษ์มีจิตบริการ ต้องอาศัยสิ่งบ่งชี้ดังนี้
          - มีทัศนคติเชิงบวก
          - ติดตามและปรับตัวให้เข้ากับสังคมได้ตลอด
          - มีความคิดสร้างสรรค์
          - บุคลิกภาพดี และมีความสุขในการทำงาน
         
          จะเห็นว่างานบริการเป็นงานสำคัญที่เปรียบได้กับหัวใจของห้องสมุด มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ใช้ให้ได้รับความสะดวกและได้ใช้ทรัพยากรสารนิเทศที่มีภายในห้องสมุดได้อย่างเต็มที่โดยใช้องค์ประกอบและปัจจัยต่างๆ อย่างเหมาะสม ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานห้องสมุดต้องให้ความสำคัญรวมทั้งคำนึงถึงเกณฑ์มาตรฐานและแนวทางขั้นตอนในการปฏิบัติ จึงจะจัดบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นห้องสมุดมีชีวิตที่ผู้ใช้มีความพึงพอใจและมีความสุขในการใช้บริการ และการให้บริการของห้องสมุดถือเป็นภาพลักษณ์ของสถานศึกษาและเป็นการประชาสัมพันธ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมได้เป็นอย่างดี
          จากที่กล่าวมาข้างต้น มาตรฐานของห้องสมุด 3 ดี น่าจะเป็นกรอบที่ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินงานห้องสมุดสามารถนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน เพื่อให้ห้องสมุดเป็นแหล่งเรียนรู้สู่มาตรฐาน และหัวใจในการดำเนินกิจกรรมของห้องสมุดให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้นั้นจะต้องได้ “บรรณารักษ์มืออาชีพ” มาเป็นตัวขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ของห้องสมุด และที่เป็นเสาหลักในการบริหารงานห้องสมุดก็คือมี ”ผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพ” มาเป็นผู้บริหารจัดการห้องสมุดโรงเรียนจึงจะถือได้ว่าครบองค์ประกอบของการบริหารงานห้องสมุดโรงเรียนที่ได้มาตรฐาน






บรรณานุกรม


ชูศักรวิชญ์ แสนปัญญา. (2546, กันยายน). “แหล่งการเรียนรู้ที่ผู้บริหารไม่ควรลืมในการ
กกกกกกกปฏิรูปการศึกษา,” วิชาการ. 6, 2546, 42-43.
โรงเรียนศรีสโมสรวิทยา. (2555). รายงานผลการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน
               โรงเรียนศรีสโมสรวิทยา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำรอบปีการศึกษา
                2554. ชัยนาท. สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 5.
วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี. (2555). รายงานผลการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน
                วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี ระดับพื้นฐานวิชาชีพ ประจำรอบปีการศึกษา 2554.
                สุพรรณบุรี. สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม.
สนอง ศิริกุลวัฒนา. (2546). รวมกฎหมายการศึกษา. กรุงเทพฯ: คุณพินอักษร.
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. (2543). ปฏิรูปการเรียนรู้ผู้เรียนสำคัญที่สุด.
                กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย. (2552). กรอบแนวทาง
                การดำเนินงาน ”ห้องสมุดสามดี”. กรุงเทพฯ: ร้านรังษีการพิมพ์

20.1.56

แนะนำหนังสือน่าอ่าน วิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา




ความสำคัญของการวิจัย
            การวิจัยนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้า ยิ่งมีการวิจัยค้นคว้าก็จะได้ความรู้ใหม่ๆ เพื่อใช้ในการพัฒนา  สำหรับการวิจัยทางการศึกษามีความสำคัญต่อคนทุกอาชีพ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ขอยกตัวอย่างพอสรุปได้ ดังนี้
          1.ความสำคัญต่อผู้เรียน การวิจัยจะช่วยให้ครูได้รู้ความจริงเกี่ยวกับการเรียนรู้ หรือ พฤติกรรมของผู้เรียน เพื่อหาทางแก้ปัญหา ส่งเสริม และพัฒนาการเรียน และพฤติกรรมของ ผู้เรียนให้ดีขึ้น
          2.ความสำคัญต่อผู้สอน การวิจัยจะช่วยให้ผู้สอน ทราบผลการจัดการเรียนการสอน หาแนวทางแก้ปัญหา พัฒนาการเรียนการสอน และกิจกรรมต่าง ๆให้มีคุณภาพ และ ประสิทธิภาพ ตลอดจนการนำ ผลงานวิจัยเสนอเป็นผลการวิจัยทางวิชาการ เพื่อความก้าวหน้าในวิชาชีพด้วย
          3.ความสำคัญต่อสถานศึกษา ในปัจจุบันสถานศึกษาทุกระดับชั้นไม่ว่าจะเป็นระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือระดับอุดมศึกษา ต้องทำการประกันคุณภาพการศึกษา เพื่อสร้างความมั่นใจ ให้กับผู้เรียน ผู้ปกครอง และสังคมถึงคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษานั้น ๆ การวิจัยจึงมีความจำเป็น และความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะผลงานวิจัยจะนำมาใช้ในการแก้ปัญหา และ พัฒนา การจัดการเรียนการสอน การบริหารงาน และ อื่น ๆ ช่วยให้โรงเรียนมีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป
          4.ความสำคัญต่อวิชาชีพทางการศึกษา การวิจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการการวิจัยแบบมีส่วนร่วม ฯลฯ ผลของการวิจัยจะช่วยทำให้ครูผู้สอนนำไปพัฒนางานการเรียนการสอนของตนเอง ในปัจจุบันนี้ได้ส่งเสริมให้ครูทำการวิจัยในชั้นเรียน เพราะนอกจากจะช่วยขยายองค์ความรู้ (body of knowledge) เทคนิคการสอน และ นวัตกรรมด้านการเรียนการสอนแล้ว ยังช่วยให้ผู้สอนนั้น การพัฒนาการทำงานของตนเองให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้น
          5.ความสำคัญต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพราะจะทำให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น กระทรวง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เป็นต้น ได้ใช้ผลการวิจัยมาช่วยในการวางแผนการจัด การศึกษา ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคไร้พรมแดน
          6.ความสำคัญต่อประเทศ เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่ามนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามากที่สุดของประเทศ การศึกษาเป็นวิธีการที่ดีวิธีหนึ่ง ในการพัฒนามนุษย์ ให้มีคุณภาพ ดังนั้น การวิจัยทางการศึกษา จึงมีความสำคัญต่อประเทศเป็นอย่างมาก เพราะจะเป็นข้อมูลพื้นฐาน ในการพัฒนา ปฏิรูปการศึกษาของคนประเทศ ให้เป็นคนเก่ง คนดี อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข และสามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้
          จากความสำคัญที่กล่าวมาแล้วนั้น การวิจัยทางการศึกษามีความสำคัญอย่างยิ่ง เช่น การปฏิรูปการศึกษา การพัฒนาเทคนิควิธีสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ จึงขอแนะนำหนังสือดี ๆ ให้เพื่อนร่วมอาชีพได้อ่านค่ะ